แนวทางการสืบสวนกับพยานหลักฐาน

ในการสืบสวนไม่ว่าจะเป็นการสืบสวนก่อนเกิดเหตุ

ในการสืบสวนไม่ว่าจะเป็นการสืบสวนก่อนเกิดเหตุ เพื่อติดตาม “บุคคล” ที่เป็นเป้าหมาย หรือการสืบสวนหลังเกิดเหตุ เพื่อต้องการติดตามบุคคลผู้ต้องสงสัยที่น่าจะกระทำผิด หรือคนร้ายที่หลบหนี และฝ่ายเราเป็นผู้ที่จะต้องติดตามเพื่อจับกุมตัวมาดำเนินคดี “มีวิธีการสืบสวนหรือหลักการสืบสวน” ดังนี้

ในการสืบสวนไม่ว่าจะเป็นการสืบสวนก่อนเกิดเหตุ

1. วิธีการสืบสวน

1.1 วิธีการสืบสวนโดยใช้นักสืบ คือการมอบหมายหรือการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงาน

ฝ่ายปกครองที่มีอำนาจในการสืบสวน ทำการสืบสวนด้วยตนเองซึ่งมักจะเรียกกันว่า “นักสืบ” วิธีการนี้ก็จะใช้ความสามารถของบุคคลเป็นหลัก จะใช้วิธีการใดต้องสุดแล้วแต่สถานการณ์และจุดมุ่งหมายของการสืบสวน เช่น บางครั้งอาจใช้วิธีสะกดรอยติดตาม บางครั้งอาจใช้สายลับเข้าไปสืบสวนโดยตำรวจปลอมตัวไปสืบสวนในเหตุการณ์นั้นๆ

1.2 วิธีการสืบสวนโดยใช้วิทยาการ การนำความรู้ทางวิทยาการตำรวจมาใช้ในการพิสูจน์ทาง

วิทยาศาสตร์ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการเชื่อมโยงให้ได้ข้อเท็จจริงในการกระทำผิด หรือยืนยันการกระทำผิด ในการดำเนินคดีเพื่อให้ศาลลงโทษ เช่น การตรวจหาดีเอ็นเอ (DNA) หรือตรวจพิสูจน์ทางฟิสิกส์ การตรวจเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือ นิ้วเท้า การตรวจพิสูจน์อาวุธปืน1.3 วิธีการสืบสวนโดยใช้เทคโนโลยี คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการสืบสวน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อทราบรายละเอียดในการกระทำผิด เช่น ใช้กล้องส่องในเวลากลางคืนเพื่อสะดวกต่อการติดตามตัวคนร้าย การใช้กล้องวีดีโอวงจรปิดเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมหรือเฝ้ามองการประกอบอาชญากรรม การใช้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มคนร้าย หรือแก๊งค์คนร้ายเพื่อให้ทราบความสัมพันธ์เชื่อมโยงและการติดต่อเครือข่ายทางโทรศัพท์ การดักฟังทางโทรศัพท์ การใช้เครื่องตรวจสารเสพติดจากตัวบุคคล การใช้เครื่องตรวจ X-RAY ยานพาหนะในการลักลอบขนย้ายยาเสพติดหรือสิ่งของผิดกฎหมาย เป็นต้น

2. การสืบสวนโดย “นักสืบ”

การที่นักสืบได้รับมอบหมายหรือออกทำการสืบสวน ไม่ว่าจะด้วยตนเองหรือมอบให้ผู้อื่นสืบสวนแทน พึงระลึกเสมอว่า “นักสืบ” จะต้องยึดหลักการหรือต้องใช้วิธีการให้สอดคล้องกับ “เป้าหมาย” หรือ”วัตถุประสงค์” ที่จะทำการสืบสวน กล่าวคือ นักสืบจะต้องเลือกวิธีการสืบสวนให้เหมาะสม ซึ่งอาจแยกวิธีการสืบสวนโดยนักสืบ ดังนี้

2.1 วิธีการ “เฝ้าจุดและการสะกดรอย” คือการไป เฝ้าดูหรือสะกดรอยติดตามคนร้าย

ข้อพึงระวังในการเฝ้าจุดหรือสะกดรอย

  • เป้าหมายรู้ตัวว่าถูกติดตาม ต้องพยายามสลัดเป้าหมายออก เปลี่ยนให้ผู้อื่นสะกด

รอยแทน ต้องพยายามเกาะติดเป้าหมายทุกระยะ

  • การจับหรือตรวจสอบการสะกดรอยแบบเดินตาม

– หันไปด้านหลังเพื่อตรวจสอบผู้เดินตาม

– หยุดอย่างกะทันหัน แล้วหันไปมองดูคนข้างหลัง มองชายตาไปรอบ ”

– เดินทวนหรือย้อนทางเก่า หรือเดินซ้ำทางเก่า

– ขึ้นรถประจำทางหรือเปลี่ยนเส้นทาง

– แกล้งก้มลงเก็บของ ผูกรองเท้า

– ดูเงาสะท้อนกระจกจากร้านค้า

– แกล้งทิ้งกระดาษเพื่อดูว่าจะมีใครเก็บ

– นัดแนะโทรศัพท์ให้บุคคลอื่นเฝ้าติดตามดูแทน

– ในลอบบี้โรงแรมควรสังเกตไปรอบ ๆ ให้ทั่ง ฯลฯ

  • วิธีการสลัดการสะกดรอยให้พ้นตัว

– หลบออกทางประตูหลังหรือหลีกเดินไฟทางออกอื่น ๆ

– เข้าไปในโรงหนัง โรงละครแล้วหลบออกอีกทางหนึ่ง

– ใช้นกต่อล่อออกไป

– เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเพื่อพรางตัว

3. วิธีการเฝ้าจุดและสะกดรอย

การเฝ้าจุดและสะกดรอย คือ การมอบหมายให้บุคคลเข้าทำหน้าที่ติดตามผู้กระทำผิด หรือ

ติดตามบุคคลที่สมคบ หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อสืบสาวไปถึงตัวบุคคลและข้อเท็จจริงอื่น ๆเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงให้แน่ชัด เช่น มีใครร่วมกระทำความผิดบ้าง สถานที่พบปะหรือนัดชุมนุมกันอยู่ที่ใด ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เฝ้าจุดหรือสะกดรอย จะเริ่มงานจากบุคคลที่ผู้สอบสวนทราบอยู่แล้วว่าเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และดำเนินการติดตามความเคลื่อนไหวทุกระยะ โดยมิให้ผู้นั้นรู้ตัวหรือไหวทัน การเฝ้าจุดและสะกดรอยนี้ไม่ใช่ของง่าย ยากต่อการปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนเพราะถ้าอยู่ห่างเกินไปเป้าหมายก็จะหลุดสายตา แต่ถ้าอยู่ใกล้เกินไปก็อาจจะทำให้ผู้ที่ถูกสะกดรอยรู้ตัว

เสียก่อน ฉะนั้นจึงเป็นงานที่จะต้องอาศัยความชำนาญ มีการวางแผนปฏิบัติการไว้ล่วงหน้า

ดังนั้นจึงต้องมีความจำเป็นที่จะต้องอบรมให้มีความรู้ในงานสืบสวน การสืบสวนติดตามบุคคล

แต่ละประเภท ในกรณีที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จะต้องมีวิธีการหรือต้องรู้จักใช้ชั้นเชิงให้ทันฝ่ายคนร้าย สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้ปฏิบัติการในเรื่องนี้ก็คือจำเป็นจะต้องรู้จักภูมิประเทศ สถานที่ เส้นทางที่จะต้องไปติดตาม เช่น ช่องทาง ถนน ตรอกซอกซอยต่าง ๆ ตลอดจนนิสัยใจคอ ฐานะความเป็นอยู่ รวมทั้งการแต่งกายของนักสืบจะต้องแต่งกายให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม สอดรับกับบุคคลอื่น ไม่เด่นจนเป็นที่สังเกตได้ง่าย ดังนั้นบางครั้งนักสืบต้องปลอมตัวโดยแต่งกายให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น แต่งเป็นคนกวาดถนน แต่งตัวเป็นบุรุษไปรษณีย์ แต่งตัวเป็นพนักงานต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟ เป็นต้น

การตรวจเฝ้ามี 3 วิธี คือ

  1. การเฝ้าตรวจชนิดเคลื่อนที่ ( Moving Surveillance )
  • การเฝ้าตรวจโดยวิถีเดินสะกดรอย( Foot Surveillance ) ยังอาจทำได้เป็น 2 วิธีคือ

วิธีที่ 1 วิธี เอ.บี.ซี. (A.B.C.Method)

ระบบนี้ใช้เจ้าหน้าที่ 2 คน หรือมากกว่า เอ.ติดตามผู้ถูกสงสัยโดยมี บี. เดินตามข้างหลัง เอ. และผู้ถูกสงสัย ซี.เดินขนาบไปอีกฟากหนึ่งของถนน เมื่อผู้ถูกสงสัยเลี้ยวที่มุมถนน บี.จะเดินอยู่ในตำแหน่งเดิมของ เอ. ระหว่างนั้น เอ.จะข้ามถนนไปเดินอยู่ในตำแหน่งของ ซี. แล้ว ซี.จะรุกไปข้างหน้าในตำแหน่งของ บี. ระบบนี้เป็นประโยชน์ในข้อที่ว่า ผู้สะกดรอยติดตามจะไม่ซ้ำหน้ากัน และไม่ต้องไปเดินเลี้ยวที่มุมถนนกับผู้ถูกสงสัย

วิธีที่ 2 วิธีกบกระโดด (Leap frog)

วิธีนี้ใช้กับผู้ถูกสงสัยที่มีความไหวตัวดี เป็นคนขี้ระแวงและมีความระแวดระวังอยู่เสมอ มีการใช้ระบบเดินสะกดรอยตามแบบ เอ.บี.ซี. ดังกล่าวแล้ว แต่จะหยุดสะกดรอยทันทีในกรณีที่ผู้ถูกสงสัยเดินเลี้ยวหรือหยุดเดิน การเฝ้าตรวจจะกระทำอีกในวันรุ่งขึ้น ณ จุดและเวลาที่หยุดเดินครั้งสุดท้าย ข้อดีของวิธีนี้ คือ ไม่ทำให้ผู้ถูกสงสัยตกใจเพราะต้องยืนอยู่กับเขานาน ๆ วิธีนี้กินเวลานานมากและจะเกิดผลดีต่อเมื่อผู้ถูกสงสัยมีความเคลื่อนไหวซ้ำๆ ซากๆทุกวัน

  • การเฝ้าตรวจแบบใช้ยานพาหนะ (Vehicle Surveillance)

2. การเฝ้าตรวจชนิดประจำที่ (Stationary Surveillance)

ซึ่งได้แก่ การเฝ้าตรวจเคหะสถานอาคารพาณิชย์ สถานที่ต่าง ๆ การเฝ้าตรวจลักษณะนี้อาจทำการขยายวิธีการสืบสวนในรูปแบบการสังเกตการณ์ (observation post) ที่สังเกตการณ์ ควรเป็นที่ช่วยให้เห็นสถานที่หรือยานพาหนะได้อย่างชัดเจน และควรเป็นที่ ๆ เข้าออกได้โดยไม่มีคนเห็น นอกจากจะใช้สถานที่เป็นที่สังเกตการณ์แล้ว อาจจะใช้รถบรรทุกดัดแปลงให้เป็นที่สังเกตการณ์ การใช้รถบรรทุกหรือรถอย่างอื่นดัดแปลงเป็นที่สังเกตการณ์จะทำให้การเฝ้าตรวจได้เข้าไปใกล้สถานที่ที่ต้องสงสัยได้เป็นอย่างดี

3. การเฝ้าตรวจชนิดใช้เครื่องอีเล็คโทรนิคส์ ( Electronic Surveillance)

เป็นวิธีการสืบสวนที่ใช้วิทยาการสมัยใหม่ เช่น ใช้เครื่องลอบฟัง (Eavesdropping devices) เครื่องดักฟัง (Conceal Microphone) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทันสมัย

4. การเข้าเกลียว

การเข้าเกลียว คือ การปลอมตัวเข้าไปติดต่อกับคนร้ายโดยตรง วิธีนี้ขั้นแรกผู้ปฏิบัติการจะต้องปลอมแปลง หรือทำตัวให้กลายเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง โดยมิให้ผู้ใดทราบว่าตนเป็นใครมาจากไหน แล้วจึงหาวิธีการตีสนิทกับคนร้าย โดยการทำให้สนิทชิดชอบ หาโอกาสเข้าไปอยู่ร่วมกันหรือมีความเป็นอยู่ร่วมกัน ในกรณีนี้นอกจากผู้สืบสวนจะต้องมีปฏิภาณไหวพริบอย่างยอดเยี่ยม แล้วยังจะต้องรู้จักแต่งกาย แสดงกิริยาท่าทางการพูดจาให้สมกับสภาพและลักษณะของบุคคลประเภทที่ตนปลอมตัวนั้นด้วย

5. วิธีนกต่อ

วิธีนกต่อ คือ การใช้บุคคลเข้าไปเป็นสาย เพื่อล่อให้คนร้ายหรือผู้ที่ต้องการสืบสวนหลงเชื่อ แสดงตัวหรือเผยวิธีการที่ผู้สืบสวนพึงประสงค์ออกมา เพื่อทำการจับกุม หรือปรากฎหลักฐานในการกระทำผิดอย่างเด่นชัด เช่น ใช้บุคคลเป็นสายเข้าไปติดต่อขอซื้อธนบัตรปลอม หรือล่อซื้อยาเสพติดจากผู้ค้า โดยกำหนดวัน เวลา และสถานที่ จากนั้นก็นัดหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม เป็นต้น

6. วิธีตกเบ็ดหรือล่อเหยื่อ

วิธีตกเบ็ดหรือล่อเหยื่อ ได้แก่ ในกรณีที่ใดที่มีการกระทำผิดเกิดขึ้นบ่อย เช่น การลักทรัพย์รถยนต์ รถจักรยานยนต์กันมาก หรือบางซอยมีคนร้ายวิ่งราวทรัพย์กันมากและเป็นประจำ ก็อาจใช้วิธีตกเบ็ด เช่น ใช้รถจักรยานยนต์ของฝ่ายเราไปจอดไว้ รถที่จอดนั้นต้องมีความใหม่พอสมควร เพื่อเป็นการจูงใจให้คนร้ายลัก ต้องเตรียมน้ำมันในถังให้เหลือน้อยที่สุด และต้องจัดวางกำลังตำรวจ สายสืบ หรือบุคคลภายนอกไปนั่งเฝ้าจุดใช้เวลา 30-60 นาที เพื่อสังเกตพฤติกรรมของคนร้าย กรณีนี้ควรใช้ตำรวจร่วมงาน 3-4 คน และมอบหมายภารกิจให้ชัดเจน ให้ระมัดระวังเรื่องคนร้ายใช้อาวุธด้วย และตำรวจต้องมีวิทยุคอยแจ้งข่าวให้ทั่วถึงกันเกี่ยวกับการสกัดจับคนร้าย วิธีการตกเบ็ดดังกล่าวนี้เคยได้ผลมาแล้วมากมาย การซุ่มตัวเพื่อสกัดจับคนร้ายของตำรวจจะต้องแนบเนียนและปะปนกับประชาชน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้คนร้ายสงสัย

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป นักสืบ สามารถช่วยหาข้อมูลอะไรให้เราได้บ้าง

ป้ายกำกับ:, ,